[รีไรท์จากบนประพันธ์ชื่อดังของ เชกสเปียร์ >>> จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษา เป็นการปรับเปลี่ยนบทในสไตล์ที่ทำให้อ่านแล้วเข้าใจมากขึ้น ^^]

A Midsummer Night's Dream (ฝัน ณ คืนกลางฤดูร้อน)

ผู้ประพันธ์ William Shakespeare  (วิลเลียม  เชกสเปียร์)

ผู้ดัดแปลงบทประพันธ์ (กุจะโดนจับป่ะว่ะ= =!!!) Bora Park (โบรา ปาร์ค หุหุ)

 

            นานาแล้ว ณ กรุงเอเธ็นส์ ได้มีกฎหมายอยู่ข้อนึงซึ่งมอบอำนาจให้แก่ประชาชนในกรุงเอเธ็นส์ คือ สามารถบังคับลูกสาวให้แต่งงานกับใครก็ได้ที่พวกเขาต้องการ  และถ้าหญิงสาวคนนั้นปฏิเสธที่จะแต่งงานกับคนที่พ่อแม่เลือกให้หญิงสาวผู้นั้นก็จะถูกประหารชีวิต  แต่สำหรับพ่อแม่แล้วไม่มีใครปรารถนาที่จะให้ลูกของตัวเองต้องตาย  ดังนั้นกฏหมายนี้จึงแทบจะไม่ได้ใช้เลยหรือเคยใช้มันเลยด้วยซ้ำ  หากเพียงแต่วันนี้ กษัตริย์หนุ่มท่านเจ้าเมือง “เทซีอัส” กลับต้องนั่งเท้าคางและมองไปยังชายสูงอายุ “อีจัส” เด็กสาวร่างบาง “เฮอร์เมีย” ชายหนุ่มผมสีบลอนด์ “ไลแซนเดอร์” และชายหนุ่มผมดำ “ดิมิเทรียส”

 
 

“ท่านเจ้าเมื่อง ท่านจะทำอย่างไรดีกับลูกสาวผู้ไม่รักดีของข้า” อีจัสชายสูงวัยเปิดประเด็น

“ท่านเจ้าเมืองค่ะ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข้าจะไม่แต่งงานกับดิมิเทรียสโดยเด็ดขาด เพราะข้าไม่ได้รักเขา” เสียงใสเอ่ยปฏิเสธทันควัน  แม้น้ำเสียงของหญิงสาวและดูจะตวาดแต่ในสายตากลับแสดงออกมาถึงความเจ็บปวด

“ทำไมล่ะเฮอร์เมีย” ดิมิเทรียสเอ่ยถาม

“ข้าไม่ได้รักเจ้า ข้ารักไลแซนเดอร์” หญิงสาวตอบออกไปพร้อมหันไปมองชายหนุ่มผมบลอน์ชายผู้เป็นที่รัก

“อย่าห่วงไปเลยหน่า ดิมิเทรียส” ไลแซนเดอร์เอ่ยออกมาพร้อมยิ้มเยาะ

“เรื่องเงินทองน่ะข้าสู้เจ้าได้อยู่แล้ว ห่วงก็แต่เจ้านั่นแหล่ะ  เพราะเฮเลน่าคนสวยยังรักเจ้าอยู่เลยหนิ่”

“ใช่แล้วค่ะท่านเจ้าเมือง เฮเลน่า เพื่อนสนิทของข้า เขารักแต่เพียงดิมิเทรียสมาโดยตลอด และข้าก็มิอาจทำร้ายจิตใจเพื่อนของข้าได้” เฮอร์เมียเอ่ยออกมา  เทซีอัสมองหญิงสาวร่างบางตรงหน้า

“เฮอร์เมีย ข้าจะให้เวลาเจ้า 4วัน เพื่อให้เจ้ากลับไปคิดทบทวนและกลับมาแต่งงานกับดิมิเทรียสหรือไม่” ท่านเจ้าเมืองว่าจบก็ลุกออกไปจากตรงนั้นทันที ปล่อยให้ทั้ง 4 คนต้องคิดหนัก โดยเฉพาะเฮอร์เมีย

 

 

            ในคำคืนนั้นกลางฤดูร้อน เฮอร์เมียตัดสินใจว่าเธอจะหนีไปกับไลแซนเดอร์ เพื่อที่ทั้งสองจะได้ทำตามฝันของตนเอง เพราะทั้งคู่รักกัน และพร้อมที่จะอยู้ด้วยกันไปจนนิรันดร

“เจ้าว่าไงน่ะเฮอร์เมีย เจ้าจะหนีไปกับไลแซนเดอร์จริงๆอ่ะเหรอ แล้วพ่อเจ้าล่ะ ท่านจะคิดยังไงถ้ารู้ว่าเจ้าหนีไปกับไลแซนเดอร์น่ะ” เสียงร้องอย่างตกใจของเฮเลน่าเอ่ยออกมา พร้อมกับถามคำถามมากมาย

“ใช่ ข้าจะหนีไป ไปให้ไกล ข้ากับไลแซนเดอร์เราจะหนีไปคืนนี้หล่ะ” เฮอร์เมียตอบเพื่อนของตน พร้อมกับเดินเข้าไปจับมือเฮเลน่าและมองเพื่อนรักอย่างอาลัยอาวรณ์

“เจ้าจะทิ้งข้าไปจริงๆเหรอ?” เฮเลน่าก็มองเพื่อนของตนด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์เช่นกัน

“เพราะข้าไม่อาจทำร้ายจิตใจเจ้าได้  ถึงเราจะต้องจากกัน แต่ข้ากับเจ้าก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน” เฮอร์เมียพูดและดึงเฮเลน่ามาเข้ามากอด พอๆกับที่เฮเลน่าได้เอ่ยประโยคตัดพ้อออกมา

“ผู้หญิงที่เห็นค่าของกันและกันมันไม่ดีหรอกน่ะ” เฮลาน่าว่าจบก็เดินจากไป

“โธ่ เฮเลน่า” เฮอร์เมียถอนหายใจ เธอถูกเพื่อนงอนจนได้ 

 

 

 “แย่แล้ว ดิมิเทรียสสสสสสส เฮอร์เมียกำลังจะหนีไปกับไลแซนเดอร์ในคืนนี้” เฮเลน่าที่งอนเพื่อนของตนวิ่งออกมาหาดิมิเทรียสเพื่อบอกข่าวคราวการหนีของเฮอร์เมียและไลแซนเดอร์

“อะไรน่ะ” ชายหนุ่มออกอาการตกใจ

“ข้าบอกว่าเฮอร์เมียกำลังจะหนีไปกับไลแซนเดอร์ในคืนนี้ ในป่าลึกนั้น  นี้เจ้าหูตึงรึไงกัน  นี่อย่าเงียบเช่นนี้สิ” หญิงสาวตอบออกมาด้วยโทสะ คนรึอุตส่าห์มาบอกแต่ดูเขาทำสิ สนใจข้าหน่อยได้ไหม??? เฮเลน่าได้แต่คิดและกระฟัดกระเฟียดในใจ ชายหนุ่ไม่ได้ตอบอะไรแต่กลับเดินออกไปซะอย่างนั้น

 

 

จะมีใครรู้บ้างว่าในป่าที่เฮอร์เมียและไลแซนเดอร์จะหนีเข้าไปนั้นกลับมีเหล่าภูติอาศัยอยู่

“โอ๊ะ นั่นโอเบรอนจอมวายร้ายหนิ่ ว่าแต่กำลังทำอะไรอยู่เหรอ???” หญิงสาวผมสีใบไม้ราชินีแห่งภูติ เอ่ยถามออกมาด้วยความประชดประชัน

“อ่อ นึกว่าใคร ไททาเนีย จอมอวดเก่งของข้านี้เอง” ราชาแห่งภูติก็เอ่ยออกมาด้วยความประชดประชันไม่แพ้กัน

“นี่เจ้าว่าข้าเหรอ??? หนอยยยยยเดี่ยวจะโดน” หญิงสาวจ้องมองไม่วางตา

“ใช่แล้วจะทำไม ข้าว่าเจ้าส่งเด็กคนนั้นมาให้ข้าเสียเถอะ” โอเบรอนจ้องมองเด็กน้อยในอ้อมอกของไททาเนีย

“ไม่ได้ เด็กคนนี้เป็นลูกของเพื่อนข้าที่บัดนี้ได้ตายไปแล้ว ข้าจำเป็นต้องดูแลเขา” ภูติสาวว่าจบก็อุ้มเด็กน้อยในอ้อมอกวิ่งออกไปทันที

“หึ คอยดูน่ะไททาเนีย ข้าจะทำให้เจ้ามอบเด็กคนนั้นให้กับข้าให้ได้” โอเบรอน ยึดอกคุยโอ้อวดอยู่คนเดียว เอิ่มมมมมมมม = =!!!!



ในระหว่างนั้นก็มี 2 ร่างของชายหนุ่มหญิงสาวคู่นึง ที่อีกคนพยายามเดินหนี แต่อีกคนกลับเดินตามซะอย่างนั้น

“นี่ดิมิเทรียสเจ้าฟังข้าก่อนได้ไหม?? ปั้ดโธ่ จะรีบเดินไปไหน รอข้าด้วย” เฮเลน่าที่ตามดิมิเทรียสออกมาเอ่ยเรียกชายหนุ่มเอาไว้

“ข้าบอกเจ้าแล้ว ว่าอย่าตามข้ามา เจ้ากลับไปเถอะ อย่าตามข้ามาอีกเข้าในไหม???” ดิมิเทรียสเอ่ยออกมาพร้อมกับเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น

“เจ้าอย่าทำแบบนี้ได้ไหม?? เจ้ากำลังจะทำให้ข้าเป็นบ้า บ้าเพราะรักเจ้ารู้ไหมดิมิเทรียส” หญิงสาวว่าจบก็ทรุดลงไปนั่งกับพื้น และฉุกคิดได้ว่าถ้าตนยังมัวนั่งดราม่าต่อไป คงจะตามดิมิเทรียสไม่ทัน ก่อนจะลุกขึ้นและวิ่งตามออกไป แต่จะมีใครรู้ว่าบนต้นใม้ต้นนั้นกำลังมีภูติจอมซนกำลังมองสองคนเบื้องล่างอยู่ มองด้วยความสนุกสนาน

“น่าสงสารเจ้าจริงๆเลยสาวน้อยผู้ต้องการรัก  งั้นข้า พัคคนหล่อ จะทำให้เจ้าสมหวังเอง อิย่ะฮาฮ่า” เปราะ(ดีดนิ้ว) ปริ้งงงงงงงงงงงงง เวทมนต์

“พัค!!!!!”  เสียงทรงอำนาจของราชาแห่งภูติเอ่ยเรียกภูติรับใช้ของตน

“แม่ร่วง!!!! ขอรับนายท่านโอเบรอน จะตะโกนเสียงดังทำไม ข้าตกอกตกใจหมดเลย ชิชะ” พัคว่าพร้อมเอามือทาบอก และบ่นนายตัวเอง

“จงนำน้ำนี่ไปหยดใส่ตาของชายหนุ่มชาวเอเธ็นส์สองคนนั้น” โอเบรอนเอ่ยออกมาน้ำเสียงเจือความสนุกสนาน พอกันทั้งนายทั้งบ่าวว อิชั้นเพลีย = =!!!!!

“เมื่อพวกเจ้าตื่นขึ้นมาก็จะหลงรักผู้ที่เห็นเป็นคนแรก ว่ะฮาฮ่า” โอเบรอนหัวเราะสะใจก่อนเดินจากไป

 

 

มนุษย์ทั้ง 4คนในป่าแห่งนี้ถูกเวทมนต์ที่ทำให้ตนเองนั้นหลับไป และเป็นเวลาเดียวกับที่พัคได้นำน้ำที่โอเบรอนมอบให้หยดลงไปบนตาของไลแซนเดอร์และดิมิเทรียส  โดยมีโอเบรอนยืนยิ้มอยู่ข้างๆ

“ตอนนี้หมดหน้าที่ของเจ้าแล้ว และข้าขอสั่งให้เจ้าออกไปหาดอกไม้มนตราแห่งรักมาให้ข้าบัดเดี่ยวนี้” โอเบรอนสั่งเสียงแข็ง

“จะเอาไปง้อสาวอ่ะดิ่” แต่ในสายตาของพัคกลับมองเป็นเรื่องสนุก  เมื่อยามที่ได้เอ่ยแซวเจ้านายของตน

“พูดมากหน่า รีบไปซะ” โอเบรอนเอ่ยปากสั่งแกมไล่อีกครั้ง เพราะเขิลเลยต้องกลบเกลื่อนด้วยการทำเป็นโมโห  พอๆกับที่พัคได้ยิ้มและเดินออกไปจากที่ตรงนั้นทันที

“ข้าจะได้รีบนำไปง้อไททาเนียซะที” คล้อยหลังพัคแล้ว โอเบรอนราชาแห่งภูติก็เอ่ยออกมาด้วยสายตาเศร้าสร้อย เพราะเมียงอน เชอะ

 

 

            ในเช้าของวันต่อมาเหล่ามนุษย์ทั้ง 4คนที่อยู่ในป่าแห่งนี้ที่กำลังหลับไหลเพราะถูกมนต์สะกดของพัคนั้น แต่ในเวลาต่อมาเมื่อเวทมนต์หลับไหลเสื่อมคลายเลยทำให้พวกเขารู้สึกตัวตื่นขึ้นมา และเรื่องวุ่นอลเวงกำลังจะเกิดขึ้น พ่างงงงงงงงงงงงงงงง ~

“อ่ะ นี่ข้าหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมข้าจำอะไรไม่ได้เลย” ดิมิเทรียสที่ตื่นขึ้นมาเป็นคนแรก ชายหนุ่สะบัดหัวไปมาก่อนสายตาจะไปสะดุดกับร่างของหญิงสาวที่นอนอยู่ข้างๆ แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น  เมื่อดิมิเทรียสเห็นใบหน้าของเธอแล้วก็ตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นเมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา

“เฮเลน่า เฮเลน่าของข้า ตื่นเถิด ตื่นขึ้นมา ตื่นมาฟังคำบอกรักของข้าเถิดดดดดดด” ดิมิเทรียสเข้าไปเขย่าตัวของหญิงสาว

“อะ อื้มมม  ที่นี้ที่ไหนกัน??” เฮเลน่าที่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเพราะแรงเขย่า(อันไม่น้อยนิด) ของชายหนุ่ม

“เย เย่ เฮเลน่าฟื้นแล้ว  คนรักของข้า ข้ารักเจ้าที่สุด จ๊วฟ” ดิมิเทรียสที่เอ่ยออกมาด้วยความดีใจ พยายามจะโอบกอดและมอบจูบกลางอากาศไปให้

“นะ นี่ เจ้าพูดว่าไงน่ะดิมิเทรียส จะ เจ้าบ้าไปแล้วรึไง อ่ะ อย่ามากอดข้าน่ะ นี่เจ้าเป็นบ้าอะไรขึ้นมา จ๊ากกกกกกกก ใครก็ได้ช่วยข้าด้วย” เฮเลน่าที่พยายามจะหนีจากดิมิเทรียสที่พยายามจะไล่กอดและจูบตน จึงทำให้เฮเลน่าวิ่งหนีออกไปจากที่ตรงนั้น

“โอ๊ะ เฮเลน่าที่รักรอข้าก่อนนนนนนนนนนนนน” ดิมิเทรียสที่ส่งเสียงร้องเรียก และวิ่งตามเฮเลน่าออกไปเช่นกัน

           

เฮเลน่าที่วิ่งหนีดิมิเทรียสออกมาเธอวิ่งไม่คิดชีวิตก่อนจะไปสะดุดขาของใครบ้างคนที่นอนหมดสติอยู่ โดยที่ข้างๆตัวชายหนุ่มก็มีร่างบางของหญิงสาวผู้ที่เป็นเพื่อนรักของตนนั่นเอง

“อ๊ากกกกกกกกกกกกกก ปั้ก โครมมมมมมมม” เฮเลน่าล้มลงไปกองตรงข้างทรีนไลแซนเดอร์พอดี = =!!!!!

“เอิ่ม แจ๊บๆ เช้าแล้วเหรอเนี่ย” ไลแซนเดอร์ที่ลืมตาตื่นขึ้นมาพลางเช็ดน้ำลายบูด อี๋!!! และเมื่อสายตาของเขาได้มองสบกับเฮเลน่า  จึงทำให้ชายหนุ่มตกหลุมรักเฮเลน่าเข้าอย่างจัง

“โอ๊ะ แม่นางเฮเลน่า ข้ารักเจ้าเหลือเกิน” เฮเลน่าเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมทั้งดิมิเทรียสและไลแซนเดอร์ถึงมีอาการไม่ต่างกัน

“ไม่ได้น่ะ เจ้ารักข้าไม่ได้น่ะ” เฮเลน่าปฏิเสธเสียงแข็ง

“ทำไมกันล่ะ ทำไมข้าจะรักเจ้าไม่ได้ มาม่ะมาให้ข้ารักเจ้าซะดีดี” ไลแซนเดอร์ที่พยายามจะเข้าไปหาเฮเลน่า และพยายามจะโอบกอดเธอต้องสะดุดลงเมื่อมีเสียงอันดังเข้ามาขัดจังหวะซะก่อน

“หยุดน่ะ เจ้าไลแซนเดอร์ เฮเลน่าผู้นั้นเป็นของข้า” เสียงเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นมาทางด้านหลังของทั้งสองคน ดิมิเทรียสนั้นเอง  และเพราะเสียงอันดังของทั้งสามคนนั้นอีกเช่นกัน ที่ทำให้ร่างของหญิงสาวอีกคนนึงที่กำลังนอนอยู่รู้สึกตัวตื่นขึ้นมา

“เอะอะ เสียงดังอะไรกัน ยังเช้าอยู่เลยน่ะ ชิชะ แล้วนั้นพวกเจ้าทั้งสองคนมาที่นี้ได้อย่างไร อย่าบอกน่ะว่าพวกเจ้าตามพวกข้ามา” เฮอร์เมียที่ตื่นขึ้นมาเห็นเพื่อนสาวของตนเองที่กำลังถูกชายหนุ่มทั้งสองยื้อหยุดฉุดกระชากลากถู (มาเต็มเจงงงๆๆๆ) แต่เหตุการณ์ต่อมากลับทำให้เฮอร์เมียตกใจยิ่งกว่า

“ข้าไม่ได้ตามพวกเจ้ามาหรอก แต่ข้าตามเฮเลน่าที่รักของข้ามาต่างหาก” ดิมิเทรียสเอ่ยออกมา สร้างความแปลกใจให้แก่เฮอร์เมียเป็นที่สุด ประเด็นคือมันสองคนไปรักกันตอนไหน เมียงง  เมียเพลีย = =!!!

“ที่รักของเจ้าที่ไหนกัน เฮเลน่าเป็นที่รักของข้าต่างหาก” ไลแซนเดอร์ผู้ไม่ยอมน้อยหน้า เอ่ยออกมาโดยไม่นึกถึงความรู้สึกของเฮอร์เมียเลยสักนิด  สองหนุ่มเถียงกันไปมาจนทำให้เฮอร์เมียคิดว่าน่าปวดหัว เลยพาลคาดโทษไปแก่เฮเลน่าที่กำลังมองเหตุการณ์สองหนุ่มถกเถียงเรื่องตนเช่นกัน

“นี่เฮเลน่า  ยัยเพื่อนชั่วช้า เจ้าทำเสน่ห์ใส่สองคนนี้ใช่ไหม ทำไมเจ้าทำกับข้าเช่นนี้” เฮอร์เมียเอ่ยบอกพร้อมสายตาตัดพ้อ

“ข้าเปล่าทำเสน่ห์น่ะ แต่เมื่อเช้าตอนที่ข้าตื่นขึ้นมาดิมิเทรียสก็บอกรักข้า  แล้วข้าก็วิ่งหนีเขามา มาสะดุดกับไลแซนเดอร์ที่นอนอยู่ข้างๆเจ้า  แต่พอไลแซนเดอร์ตื่นขึ้นมา เขาก็บอรักข้า มันน่ากลัวมาก สองคนนี้มีอาการไม่ต่างกัน” เฮเลน่าเอ่ยปฏิเสธ และอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้แก่เฮอร์เมียได้รับฟัง

“ถ้าเรื่องที่เจ้าพูดมาเป็นความจริง ข้าก็จะยอมเชื่อเจ้าก็ได้ แล้วเราจะทำอย่าไรให้สองคนนี้หายจากอาการรักหัวปักหัวปำเช่นนี้ดี” เฮอร์เมียพูดออกมาพร้อมปรายตามองสองหนุ่มที่ยังคงถกเถียงอย่างไม่ลดล่ะ เฮ้อ เถียงกันอย่างเดียวไม่พอ มันดึงผมกัดหูกันอีกด้วย เมียเพลียอะเกน     = =!!!!!

“เฮเลน่าเป็นของข้า  ว่ะเจ้าฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องเหรอ? ไลแซนเดอร์”

“ได้อย่างไร เฮเลน่าก็เป็นของข้าเช่นกัน ปั้ด เด่วข้าดึงขนจมูกเลย”

“เฮเลน่าเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว อ๊ากกก อย่าดึงขนจั้กกุแร้ข้าสิมันจั้กจี้”

“ย๊ากกกกกกกกส์ นั้นหูข้า ถ้าจะดึงขนาดเน้ มาสู้กันเลยดีกว่าม่ะ.... ???” ยังไม่ทันที่ไลแซนเดอร์จะเอ่ยจบประโยค เสียงของเฮอร์เมียที่ตะโกนออกมากลับหยุดเหตุการณ์อลหม่านตรงหน้าได้ทันที

“ย๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกส์ หยุดบ้าเด่วเน้ โธ่เอ๊ยยยยยยยยยยยยยยยยย”

หวืดดดดดดดดดดดดดดดด ~ เสียงลมบวกความเงียบเข้าครอบงำ

“นี่ แยกกันนั่งคนละมุมเลย  เดี่ยวเน้  ชิ ต้องให้ข้าโมโห เจ้าไลแซนเดอร์ ข้าต่างหากที่เป็นคนรักของเจ้าน่ะ หึ” เฮอร์เมียทำเอ่ยเสียงขึ้นจมูกออกมาด้วยความโมโห แต่ดิมิเทรียสและไลแซนเดอร์ก็ยังมิวายที่ส่งสายตาเชือดเชื่อนให้แก่กันอยู่ดี

“เน้ ~ ยังไม่หยุดกันอีกใช่ไหม รึจะเอาห่ะ เฮ้ออออออออออ ข้าล่ะปวดหัวจริงๆ” เฮเลน่าดุทั้งสองคนเช่นกัน พร้อมกับนั่งกุมขมับตัวเองข้างๆเพื่อนของตนที่บัดนี้แทบจะลมจับไปแล้ว

 

 

            ไททาเนียที่กำลังมองเหตุการณ์อลหม่านตรงหน้าก็รับรู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของใคร 

“เจ้าโอเบรอนจอมวุ่นวาย” ภูตสาวเอ่ยออกมา  จากที่โมโหอยู่แล้วกลับยิ่งโมโหมากกว่าเดิม ก่อนที่หญิงสาวจะเดินออกไปเพื่อไปหาตัวต้นเหตุของเหตุการณ์อลหม่านที่เกิดขึ้นทั้งหมด

 

 

 “หนอยยยยยยย เจ้าโอเบรอนจอมวุ่นวาย ทั้งหมดนี้ฝีมือของเจ้าใช่ไหมห๊ะ?” ไททาเนียที่กำลังดึงหูของโอเบรอนและลากเข้ามายังเหตุการณ์ตรงหน้าที่มีคนทั้ง 4 เอิ่ม เกินบรรยายจริง เมื่อกี้ตอนข้าเดินออกไปก็จำได้ว่ามันสงบกว่านี้ แต่ตอนนี้ สองหนุ่มที่ถกเถียงกันไม่เลิก ไหนจะหญิงสาวร่างบางผมที่นั่งกุมขมับตัวเองคล้ายๆคนลมจับ และมีหญิงสาวตัวเล็กนั่งปลอบและดูแลอยู่ข้างๆ

“เจ้าดูฝีมือของเจ้าซะ หึ” ไททาเนียเอ่ยจบพร้อมดึงหูของโอเบรอนทิ้งท้าย

“ของข้าซะทีไหน ของเจ้าพัคมันโน่นแหน่ะ” โอเบรอนเอ่ยปฏิเสธเสียงอ่อยยย พร้อมสะบัดหน้าพรึดแสดงอาการงอน

“เจ้านี่  ถ้าเจ้าไม่สั่งพัคมันจะทำไหมล่ะ พูดแล้วก็โมโห เจ้ารีบตามพัคมาแก้มนต์เดี่ยวเน้เลย” ไททาเนียตวาดสุดเสียง จนทำให้โอเบรอนเกิดกลัวขึ้นมา

“จร้าๆ จะตามมาแก้มนต์เดียวนี้แหล่ะ” ระหว่างที่โอเบรอนกำลังส่งกระแสจิตหาพัคอยู่นั้น ไททาเนียราชินีแห่งภูติก็ได้เสกให้มนุษย์ทั้ง 4คน สามารถมองเห็นตนเองได้

“อ่ะแห่มมมมมม  ข้าเป็นราชินีแห่งภูต และกำลังจะช่วยพวกเจ้าคลายเวทมนต์” เสียงของไททาเนียเรียกให้บุคคลทั้ง 4 เอ๊ะ หรือ 2คนเท่านั้นที่สนใจ

“เจ้าจะช่วยข้าจริงๆใช่ไหม” เฮอร์เมียที่เห็นทางออกก็ดีใจ พอๆกับเฮเลน่าที่ดีใจไม่ต่างกัน

“ใช่แล้ว ข้าจะทำให้เจ้าได้คนรักกลับคืนมา” ไททาเนียยิ้มตอบบางๆ

“ข้าขอบใจเจ้ามาก ราชินีแห่งภูติ” เฮเลน่าเอ่ยขอบใจ

“ข้าเองก็ต้องขอโทษแทนคนรักของข้าด้วย ที่สร้างเรื่องวุ่นวายให้แก่พวกเจ้า” ไททาเนียแสดงอาการเสียใจ แต่แล้วเสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น

“ว่าไงครับนายท่าน เรียกพัคคนหล่อมาทำอันใด ดอกไม้มนตราแห่งรักพัคเกือบจะหามาได้อยู่แล้วเชียว” พัคเอ่ยออกมาทำหน้าเซ็งสุดจริต

“เรื่องดอกไม้ไม่ต้องแล้วล่ะ ตอนนี้เจ้าคลายเวทมนต์ของสองหนุ่มนั้นก่อนที่คนรักของข้าจะงอนหนักกว่านี้” โอเบรอนเอ่ยพร้อมสั่งแกมขอร้อง

“นึกว่าเรื่องอันใด สบายมากขอรับนายท่าน” ปริ้งงงงงงงงงงงงงงง วิ้งงงงงงงงงงงงงง พัคได้คลายเวทมนต์เรียบร้อย สองหนุ่มกลับมามีสภาพเหมือนเดิม ทั้งสองหยุดเถียงกัน และไลแซนเดอร์เดินเข้าไปหาคนรักของตนพร้อมกับสีหน้างงงวย พอๆกับดิมิเทรียสที่สุดแสนจะงงงวยแต่ก็มีเฮเลน่าคอยยืนอยู่ข้างๆ

“เฮอร์เมียนี่มันเกิดอะไรขึ้น แล้วสองคนนั้นเป็นใครกัน” ไลแซนเดอร์เอ่ยถาม

“เรื่องมันยาวน่ะ ส่วนสองคนนั้นเป็นราชาและราชินีภูติ ณ ป่าแห่งนี้ เจ้าถูกเวทมนต์สะกดแต่ก็ได้พวกเขานี้แหล่ะที่ช่วยเอาไว้” เฮอร์เมียเอ่ยตอบคนรักพร้อมรอยยิ้ม เธอดีใจที่ได้คนรักกลับมา 

“เหรอ งั้นข้าขอบใจพวกเจ้ามากๆน่ะ  ส่วนเจ้าเฮอร์เมียข้าขอบใจเจ้ามากที่อยู่เคียงข้างกับข้า และข้าสัญญาว่าข้าจะรักและปกป้องเจ้าคนเดียวและตลอดไป ข้ารักเจ้าน่ะ” ไลแซนเดอร์เอ่ยขอบคุณสองภูติ และหันมาเอ่ยถ้อยคำหวานซึ้งแก่คนรัก ฝันของเขาที่จะได้ครองรักกับหญิงสาวไปนานๆโดยไม่มีอุปสรรคอะไรมาขวางกั้นอีกแล้ว

“ข้าก็จะรักเพียงเจ้าผู้เดียว” เฮอร์เอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้ม และทั้งสองก็ดผเข้ากอดกันและกัน

     
      

เช่นเดียวกันกับอีกหนึ่งคู่ เอ๊ะไม่ซิสองคู่ต่างหาก ดิมิเทรียสเมื่อเห็นว่าไลแซนเดอร์รักเฮอร์เมียมากมายขนาดไหน เขาก็ไม่คิดที่จะแย่งชิงอีกต่อไปแล้ว เลยได้แต่หันไปมองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง พร้อมกับเอ่ยถามคำถามที่หญิงสาวต้องการจะฟังมากที่สุด

“แล้วเจ้าล่ะเฮเลน่า ยังรักและพร้อมที่จะอยู่ข้างๆข้าอีกไหม??” เสียงของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจ

“จะ เจ้า หมาย ความ ว่าหญิงสาวเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก

“ใช่แล้ว ข้าหมายความว่าเจ้าพร้อมจะอยู่ข้างๆข้าละเป็นคนรักของข้าได้ไหม” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับกุมมือของหญิงสาวเอาไว้

“โอเค ข้าตกลง” เฮเลน่าตอบรับและทั้งสองก็โผกอดมอบความอบอุ่นให้แก่กัน  ความฝันของข้าที่จะได้ครองรักกับเจ้า บัดนี้เป็นจริงแล้วซิน่ะ ดิมิเทรียส





สองภูติคู่รักที่ยืนมองดุเหตุการณ์ตรงหน้าต่างยิ้มไปตามๆกัน

“นี่เจ้าไททาเนียจอมดื้อคนรักของข้า เลิกงอนข้าเถอะ อ่ะ เอาไปดอกไม้มนตราแห่งรัก ข้าอุตส่าห์ไปหามา เพื่อเอามาง้อเจ้าโดยเฉพาะเลยน่ะ” โอเบรอนเอ่ยไปก็เขิลไป

“จริงง่ะ งั้นข้าเลิกงอนก็ได้ อิอิ” ไททาเนียรับมาดอกไม้มาและบิดตัวเขิลอายไปตามกัน  ก่อนที่จะถูกโอเบรอนฉวยโอกาศด้วยการกอดไปอีกคู่






            คู่รัก 3คู่ ที่ยืนกอดกันสร้างความอิจฉาให้กับพัคที่ยืนดูอยู่ไม่น้อย ชิชิ เหลือแต่ข้าผู้เดียวที่ไม่มีคู่ เชอะ จบเถอะ ข้าจะรีบไปตาหาฝันของข้าต่อ ^^



            ความรักที่มีอุปสรรคคอยขวางกั้น ความรักที่เป็นดังความฝัน และความรักที่เป็นดั่งเวทมนต์ บัดนี้ได้มลายหายไปแล้ว หลงเหลือเพียงแต่ความสุขที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความรัก ณ กลางคืนฤดูร้อน 
 

The enD

 

 

 

 

 

            Re-write by Bora Park